ธรรมะจากหลวงปู่ชา :: รู้เท่าทันสิ่งทั้งปวงต้องเดินทางสายกลาง Fri, 21 Nov 2008 04:44:58 GMT พระพุทธองค์ทรงสอนว่า สังขารร่างกายของเรานี้ไม่ใช่เราไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล มันเป็นเพียงสังขาร ทรงบอกอย่างชัดๆเช่นนี้ เราก็ยังไม่ยอมมัน ยังขืนไปแย่งยื้ออยู่นั่นแหละ ถ้าหากว่ามันพูดได้ มันก็คงจะบอกว่า "เจ้าอย่ามาเป็นเจ้าของฉันนะ" ความจริงมันก็บอกอยู่แล้วทุกขณะ แต่เราเองไม่รู้เพราะมันเป็นภาษาธรรม
อย่างสกลร่างกายนี้ ตาก็ดี จมูกก็ดี หูก็ดี ลิ้นก็ดี กายก็ดี ทั้งหลายเหล่านี้แหละ ก็แล้วแต่มันจะเปลี่ยนไป แปรไป ไม่เห็นมันขออนุญาตเราสักที เช่นเมื่อปวดหัว ปวดท้องหรืออย่างใดอย่างหนึ่งเป็นต้น มันไม่เคยขออนุญาตจากเราเลย เวลามันจะเป็น มันก็เป็นของมันเลย เป็นไปตามสภาวะของมัน อันนี้ก็แสดงว่ามันไม่ยอมให้เราเป็นเจ้าของของมัน
สมเด็จพระบรมศาสดาจึงทรงสอนว่า "สุญโญ สัพโพ..มันเป็นของว่าง มันไม่ได้เป็นของผู้ใด" เราทั้งหลายไม่เข้าใจธรรมะในสภาวะอันนี้ ไม่เข้าใจในสังขารอันนี้ จึงคิดว่า "ของเราของเขา" เกิดอุปาทานขึ้นมา เมื่อเกิดอุปาทานก็เข้าไปยึดภพ เกิดภพ เกิดชาติ ชรา พยาธิ มรณะต่อไป มันเป็นทุกข์เช่นนี้ ที่ท่านเรียก "อิทัปปัจจยตา" นั่นแหละ อวิชชาเกิดสังขาร สังขารเกิดวิญญาณ วิญญาณเกิดนามรูป..เป็นเช่นนี้นั่นแหละ
อันนี้มันล้วนแต่เป็นในขณะของจิต ถ้าเกิดอารมณ์ไม่ถูกใจขึ้นมา ก็ไม่รู้จักหรือไม่รู้เท่าทัน เพราะอยู่ในอวิชชามันก็เป็นทุกข์ขึ้นมาเลย ความเป็นจริงขณะของจิตอันนี้มันติดกันอยู่ทีเดียว มันเร็วมาก แต่เราเองรู้ไม่เท่าทัน เปรียบเหมือนว่าเรากำลังอยู่บนยอดไม้แล้วตก "ปุ๊บ" ลงมาที่พื้นดิน จึงรู้สึกตัวว่าตกต้นไม้ แต่ความจริงนั้น ก่อนที่จะตกถึงพื้นดินเราก็ตกผ่านทุกก้านทุกกิ่งของต้นไม้นั่นแหละ แต่ไม่สามารถนับได้ว่านาทีใดถึงกิ่งไหน วินาทีใดถึงกิ่งไหน เพราะมันเร็วมาก แต่พอตูมเดียวก็ถึงพื้นดินเลย แล้วก็เป็นทุกข์เลย อิทัปปัจจยตามันเป็นเช่นนั้น
ถ้าเราแยกเป็นปริยัติ อวิชชาเกิดสังขาร สังขารเกิด วิญญาณ วิญญาณเกิดนามรูป ว่ากันไปเป็นตอนๆตามความจริงนั้น พออารมณ์เกิดความไม่พอใจ ความทุกข์ก็เกิดขึ้นมาเลยอาการที่มันเกิดทุกข์ขึ้นนั้น มันผ่านไปจากอวิชชา สังขาร..ผ่านไปพริบเดียว ถึงโน้น..โศกะ ปริเทวะ คือทุกข์เลย
ฉะนั้น สมเด็จพระบรมศาสดาจึงให้ตามดูจิตของเราทั้งหลายให้รู้ตามความเป็นจริงของมัน และในความเป็นจริงเหล่านี้ท่านให้เข้าใจว่ามันเป็นแต่เพียงสังขารเท่านั้น และสังขารนี้แหละมันเกิดมาจากเหตุจากปัจจัยทั้งหลายที่มันเป็นมา ที่เรามาเรียกหรือสมมุติเอาอีกทีหนึ่ง ที่เรียกว่า มนุษย์ สัตว์ เช่นเดียวกับชื่อของเรา มันก็สมมุติเหมือนกัน เราไม่ได้มีชื่อมาแต่กำเนิด ต่อเมื่อเกิดขึ้นแล้ว จึงเอาชื่อไปใส่ คือตั้งชื่อว่าอย่างนั้น อย่างนี้ อันนี้เรียกว่าสมมุติ ตั้งชื่อกันเพื่ออะไร ก็เพื่อให้มันเรียกกันง่าย สะดวกแก่การใช้ภาษาเรียกขานพูดจากัน การปริยัติก็เหมือนกัน ที่แยกออกก็เพื่อสะดวกแก่การศึกษาเล่าเรียน
สิ่งทั้งหลายนี้แหละเรียกว่า สังขาร มันเป็นสังขารเกี่ยวกับสภาวะอันนี้ที่เกิดมาจากเหตุจากปัจจัย สมเด็จพระบรม-ศาสดาจึงตรัสว่า สังขารทั้งหลายเหล่านี้เป็นของไม่แน่นอน มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พวกเราทั้งหลาย เข้าใจสิ่งเหล่านี้ไม่ชัดเจน จึงทำความเห็นในเรื่องนี้ไม่ตรง ไม่แน่ อันเป็นความเห็นผิดที่เรียกว่า มิจฉาทิฐิ ความเห็นผิดอันนี้ก็คือ การยึดเอาสังขารเป็นเรา ยึดเอาเราเป็นสังขาร เอาเราเป็นสุข เอาสุขเป็นเราเอาเราเป็นทุกข์ เอาทุกข์เป็นเรา ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเราไม่รู้เท่าตามความเป็นจริงนั่นเอง
ถ้าเรารู้เท่าตามความเป็นจริง เราก็จะรู้ว่าเราไม่สามารถควบคุมสังขารเหล่านี้ ให้เป็นไปตามอำนาจของเรา เพราะธรรมชาติเหล่านี้ มันจะต้องเป็นไปตามเรื่องของมัน เราจะบังคับให้ตรงนี้เป็นอย่างนั้น ตรงนั้นเป็นอย่างนี้ตามอำนาจของเรา ย่อมจะเป็นไปไม่ได้ เปรียบง่ายๆก็อย่างว่า เราไปนั่งอยู่ที่กลางถนนซึ่งมีรถวิ่งไปมาอยู่ขวักไขว่ แล้วเราจะไปโกรธรถที่วิ่ง หรือจะไปห้ามรถที่กำลังวิ่งอยู่ว่า "อย่าขับรถมาทางนี้" เราก็ห้ามไม่ได้ เพราะถนนนี้เป็นถนนหลวง ดังนั้น เราควรทำอย่างไร ทางที่ดีก็คือ เราต้องออกไปให้พ้นถนน ไปให้พ้นทางที่รถวิ่ง แต่ที่จะห้ามรถไม่ให้วิ่งนั้น ทำไม่ได้เพราะมันเป็นหนทางของเรา
เรื่องของสังขาร ก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน มันไม่มีอะไรแน่นอน เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดีใจ เดี๋ยวเสียใจ เดี๋ยวก็เกิดอารมณ์ที่ชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง มากระทบกระทั่ง สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เราเรียกว่ามันมากวน เวลานั่งภาวนาอยู่ก็ว่า เสียงมากวนเรา อันที่จริงนั้น เราไม่เข้าใจว่า เสียงมากวนเราหรือเราไปกวนเสียงกันแน่ ถ้าเรายึดว่าเสียงมากวนเรา มันก็เกิดความทุกข์ขึ้นมา
ถ้าเราพิจารณาดูให้ดีก็จะรู้ได้ว่า เราไปกวนเสียงต่างหากเสียงมันก็ดังอยู่แต่ของมัน มันไม่ได้มีความรู้สึกรำคาญอะไรเลยเราต่างหากที่รำคาญ พวกเราไปกวนมัน ความจริงนั้นเสียงก็เป็นเสียง เราก็เป็นเรา ถ้าเข้าใจเสียได้เช่นนี้ มันก็ไม่มีอะไร เราก็สบาย มีเสียงขึ้นมาก็รู้ว่าเสียงมันดังแต่ของมัน เราไม่ได้ยึดหมายมันเข้า เราก็ไม่เกิดทุกข์ นี่เรียกว่าเรารู้เท่าตามความเป็นจริง เราเห็นทั้งสองอย่าง เมื่อเห็นทั้งสองอย่าง คือทั้งสุขและทุกข์ตามความเป็นจริง ใจก็สงบสบาย
การที่จะเห็นได้ทั้งสองอย่างนี้ เราจะต้องยืนอยู่ตรงกลางหรืออยู่ระหว่างกลาง นี่เป็นสัมมาปฏิปทาของจิต นี้คือการทำความเห็นให้ตรง ให้ถูกต้อง
สังขารของเรานี้ เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว มันก็ต้องมีแก่มีเจ็บ มีตาย ทั้งหลายเหล่านี้มันเป็นไปตามทางของมัน ถ้าเราจะไปกั้นทาง ไปห้ามทาง หรือไปเอาจริงเอาจังกับสิ่งที่ไม่จริงไม่จังอย่างนั้นอยู่เรื่อยไป โดยเข้าใจว่า มันเป็นตัวตนของเรา เราก็จะมีแต่ความทุกข์ ฉะนั้นสมเด็จพระบรมศาสดาท่านจึงทรงสอนให้พิจารณา ไม่ว่าจะเป็นพระหรือเณร หรือฆราวาสให้พิจารณาแล้วทำความเห็นให้ถูกต้อง เมื่อมีความเห็นถูกต้องแล้วก็สงบสบาย
การปฏิบัติธรรมนั้นไม่ว่านักพรต นักบวช หรือฆราวาสก็มีโอกาสที่จะปฏิบัติธรรม พิจารณาธรรมได้เท่ากัน และธรรมที่พิจารณานั้น ก็เป็นธรรมอันเดียวกันนั่นเอง พิจารณาให้ไปสู่ความสงบระงับอันเดียวกัน ด้วยวิถีของมรรคอันเดียวกัน ฉะนั้นท่านจึงว่า จะเป็นฆราวาสก็ตาม บรรพชิตก็ตาม มีสิทธิที่จะประพฤติปฏิบัติธรรม จนได้รู้ได้เห็นตามความเป็นจริงเหมือนกัน เมื่อเรารู้สภาวะสังขารตามความเป็นจริงอย่างนี้แล้ว เราก็วางเสีย และเมื่อรู้เท่าอย่างนี้แล้ว ภพก็เกิดไม่ได้เพราะอะไรจึงเกิดไม่ได้? เพราะมันไม่มีทางจะเกิด เพราะเรารู้เท่าตามความเป็นจริงเสียแล้ว
ฉะนั้นให้เข้าใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีอยู่ เป็นอยู่นั้นมันเป็นสักแต่ว่า "อาศัย" เท่านั้น ถ้ารู้ได้เช่นนี้ ท่านว่ารู้เท่าตามสังขารทีนี้แม้จะมีอะไรอยู่ ก็เหมือนไม่มี ได้ก็เหมือนเสีย เสียก็เหมือนได้ สมเด็จพระบรมศาสดาท่านทรงสอนให้รู้อย่างนี้ เพราะนี่คือความสงบ สงบจากควาามสุข สงบจากความทุกข์ สงบจากความดีใจ เสียใจ ได้มาก็ไม่ดีใจ เสียไปก็ไม่เสียใจ มันเป็นเรื่องที่ทั้งไม่เกิดและไม่ตาย เรื่องเกิดเรื่องตายนี้ ไม่ได้หมายถึงอวัยวะร่างกายอันนี้ แต่หมายถึงอารมณ์ความรู้สึกที่มันไม่มีแล้ว หมดแล้ว
ฉะนั้นสมเด็จพระบรมศาสดาท่านจึงทรงบอกว่า ภพสิ้นแล้ว พรหมจรรย์จบแล้ว ไม่มีภพอื่นชาติอื่นอีกแล้ว ท่านรู้อย่างนั้นแล้ว ท่านก็รู้สิ่งที่มันไม่เกิด ไม่ตาย ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้เอง นี่คือโอวาทที่สมเด็จพระบรมศาสดาท่านทรงกำชับสาวกมากที่สุดว่า ให้พยายามเข้าให้ถึงอันนี้ ที่เป็นสัมมาปฏิปทา ถ้าไม่ปฏิบัติให้ถึงทางสายกลาง ไม่ตรงเข้าไปถึงทางสายกลางให้ได้แล้ว ก็จะไม่มีวันพ้นทุกข์
หลวงปู่ชา
http://www.watnongpahpong.org/ebooks/chahthai/The_Middle_Way_Within.php |
สนามพระท่าพระจันทร์??? ใครรู้บอกที ?????? Fri, 21 Nov 2008 04:44:58 GMT อยากทราบประวิติของสนามพระที่ท่าพระจันทร์ว่ามีความเป็นมาอย่างไรบ้างค่ะ ???? ทำไมถึงมาตั้งที่ท่าพระจันทร์ ??? เคยตั้งที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า ?
อยากทราบที่เกี่ยวกับอดีตของสนามพระท่าพระจันทร์เท่าที่จะบอกได้ค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ ^^ |
ช่วยไปตอบเขาหน่อยครับ Fri, 21 Nov 2008 04:44:58 GMT http://www.pantip.com/cafe/library/topic/K7227934/K7227934.html |
ถามเรื่องการระลึกชาติในภพภูมิต่างๆ Fri, 21 Nov 2008 04:44:58 GMT ตามหลักศาสนาพุทธมนุษย์ส่วนใหญ่ กับสัตว์เดรัจฉานเกิดขึ้นมาแล้วจำชาติก่อนไม่ได้
แล้วมีภพภูมิไหนบ้างที่ไปเกิดแล้ว ยังจำได้ว่าชาติก่อนไปทำอะไรมา ทำไมถึงได้มาเกิดที่นี่ เช่น นรก สวรรค์ รูปพรหม อรูปพรหม
หรือว่าเกิดที่นรก สวรรค์ชั้นไหนก็ลืมหมดครับ |
เ ม ต ต า แ ล ะ อุ เ บ ก ข า กั บ เ จ ต สิ ก ๕ ๒ Fri, 21 Nov 2008 04:44:58 GMT .
เมตตาและอุเบกขา ไม่ปรากฏรายการของเจสิก ๕๒ จะถือว่าเป็นเจตสิกได้อย่างไร ?
ท่านแสดงว่า เมตตา ได้แก่ อ โ ท ส ะ (ความไม่คิดประทุษร้าย) และ อุ เ บ ก ข า ได้แก่
ตั ต ร มั ช ฌั ต ต า (ความเป็นกลางในเรื่องนั้น)
ซึ่งทั้ง อโทสะ และ ตัตรมัชฌัตตา เป็น โ ส ภ ณ เ จ ต สิ ก (เจตสิกฝ่ายดีงาม) อยู่แล้ว แม้ไม่กล่าวคำว่า เมตตาและอุเบกขา ซ้ำอีก ก็เป็นเจตสิกอยู่แล้ว
คัดจาก “คำถาม – คำตอบ ปัญหาทางพระพุทธศาสนา เล่ม ๒”
โดย อ.สุชีพ ปัญญานุภาพ
. |
ก า ร ทำ บุ ญ อุ ทิ ส ส่ ว น กุ ศ ล ใ ห้ ผู้ อื่ น ที่ ล่ ว ง ลั บ ไ ป แ ล้ ว จ ะ ไ ด้ รั บ บุ ญ จ ริ ง ห รื อ ไ ม่ ? Fri, 21 Nov 2008 04:44:58 GMT .
ข้อนี้จริง แต่ก็มีเหตุปัจจัย คือมีองค์ประกอบอยู่ ๓ ประการด้วยกันคือ
คน ๆ นั้น ได้กระทำบุญอย่างใดอย่างหนึ่ง มีการให้ทาน มีการรักษาศีล เป็นต้น
หลังจากได้กระทำบุญไปแล้ว จะช้าหรือเร็วก็ตามเขาได้อุทิศกุศลที่เกิดขึ้นจากการกระทำของเขาแก่ผู้ที่ตายไปแล้ว
ตายไปแล้วนั้นไปอุบัติบังเกิดในภพใดก็ตาม ทราบการอุทิศกุศลให้ของญาติพี่น้องในมนุษย์โลกนี้แล้วก็อนุโมทนา คือพลอยชื่นชมยินดีในการกระทำดีของเขา
ถ้าองค์ประกอบทั้งสามนี้ดีพร้อม การอุทิศส่วนบุญก็ได้รับ แต่ได้โปรดเข้าใจว่า การรับส่วนบุญนั้น ไม่ใช่เป็นการรับแบบพัสดุไปรษณีย์ แต่เป็นเรื่องของอาหารใจเป็นนามธรรม เป็นความสำเร็จด้วยบุญญานุภาพ เช่น ญาติพี่น้องทีเกิดเป็นเปรตอยู่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องไปกินอาหารอะไร แต่ว่าร่างกายจะมีกำลังมีเรี่ยวแรงขึ้น ด้วยอำนาจการอนุโมทนา ส่วนบุญที่เป็นทานมัยนั้น ก็หายหิวโหยไป แต่ไม่ใช่ไปลงมือกินอย่างที่มนุษย์กินกัน เพราะว่าอาหารของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น ประเภทที่เรียกว่า โ อ ป ป า ติ ก ะ ท่านบอกว่ามี ปีติ เป็นภักษา คือมีปีติความเอิบอิ่มใจนั้นเป็นอาหาร
ที่เราพูดกันว่าเป็นอาหารทิพย์ องค์ประกอบของการอุทิศกุศลส่งไปให้ จึงต้องพร้อมทั้ง ๓ ประการอย่างที่ว่ามาแล้ว แต่ให้เข้าใจว่า ถึงแม้เราจะอุทิศส่วนกุศลให้แก่คนอื่นแล้วก็ตาม บุญกุศลของเรานั้น ไม่ได้ลดน้อยลงไปแต่ประการใด แต่ก็กลับเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น เพราะเราได้เพิ่มบุญคือการอุทิศกุศลให้แก่ผู้ที่วายชนม์ไปแล้ว ต่อจากการให้ทานและรักษาศีล เป็นต้นของตน
คัดจาก ส่องสิ่งสงสัย โดย พระราชธรรมนิเทศ (ระแบบ จิตญาโณ)
. |
พุ ท ธ ภ า ษิ ต ( ๘ ) Fri, 21 Nov 2008 04:44:58 GMT .
ป า ป มิ ตฺ โ ต ป า ป ส โ ข ป า ป อ า จ า ร โ ค จ โร
(ผู้มีมิตรมีเพื่อนเลว ย่อมมีความประพฤติและที่เที่ยวเลวไปด้วย)
(ปาฏิ. ที.)
คัดจาก “๑ ใน ๘๔,๐๐๐”
โดย ส. ร.
. |
งานแสดงธรรม..................ครั้งที่ ๑๒ Fri, 21 Nov 2008 04:44:58 GMT วันอาทิตย์ที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๑
ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลกรุงเทพ บพิตรพิมุข มหาเมฆ
๐๗.๐๐ ลงทะเบียน และรับประทานอาหารเช้า (ให้บริการก่อน ๐๖.๐๐ น.)
๐๘.๓๐ พิธีเปิดงานโดย ผศ. เฉลิม มัติโก ท่านอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
๐๘.๔๕ ดร.สนอง วรอุไร บรรยายธรรมเรื่อง “การบวชอยู่ที่บ้าน” และตอบคำถาม
๑๐.๑๕ ท่านอาจารย์นำเจริญสติ (ประมาณ ๑๐ นาที)
http://dhamma.atspace.com/drsanong_1.htm
๑๐.๓๐ พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตถิผโล วัดนาป่าพง ลำลูกกา ปทุมธานี
แสดงธรรมเรื่อง “คุณสมบัติพระโสดาบัน” และตอบคำถาม
๑๑.๔๕ เจริญสติ ๕ นาที และถวายสังฆทาน
http://www.kanlayanatam.com/Myimage-patitintam/nov2308/praK.htm
๑๒.๐๐ พักรับประทานอาหารกลางวัน (มีบริการ)
๑๓.๓๐ พลอากาศตรี นายแพทย์บุญเลิศ จุลเกียรติ
บรรยายธรรมเรื่อง “บุญ ๑๐ ประการ ฐานแห่งความสำเร็จ” และตอบคำถาม
๑๔.๒๐ เจริญสติ ๕ นาที
http://www.kanlayanatam.com/Myimage-patitintam/nov2308/bl.htm
๑๔.๓๐ พักตามอัธยาศัย ๑๐ นาที
๑๔.๔๐ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี แสดงธรรมเรื่อง “เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของชีวิต”
๑๕.๔๐ ตอบปัญหาธรรม และเจริญสติ ๕ นาที
http://www.kanlayanatam.com/voice/vor.htm
๑๖.๐๐ ประธานชมรมกัลยาณธรรม กล่าวอนุโมทนา
๑๖.๑๐ พิธีขอขมา และถวายสังฆทาน จากนั้นพระอาจารย์ให้พร และปิดงาน
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ชมรมกัลยาณธรรม ๐๒ ๗๐๒ ๗๓๕๓, ๐๒ ๗๐๑ ๙๖๒๔
..........................................................................................
นับเป็นโอกาสที่ดี ที่ผมจะได้เจอ ท่านพลอากาศตรี นายแพทย์บุญเลิศ จุลเกียรติ
หลังจากฟังธรรมะจากท่านแล้วชอบใจ ถูกกับจริตดียิ่ง
หากใครมีโอกาสก็ไปฟังธรรมกันได้ ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
และควรไปถึงก่อน ๗.๓๐ น. เผื่อจองที่นั่งไม่ทันครับ
ปล. ทางเจ้าหน้าที่ของวัดพระบาทน้ำพุ
จะมารับบริจาค สิ่งของ เครื่องใช้ และอาหารแห้ง
เพื่อการยังชีพ แก่ผู้ป่วยของวัดพระบาทน้ำพุ อ.เมือง จ.ลพบุรี
สถานที่รับของบริจาค
http://www.kanlayanatam.com/Myimage-patitintam/nov2308/map.htm
ท่านสามารถนำไปบริจาคได้ตั้งแต่เวลา ๖:๐๐ -๑๖:๐๐ น.
ซึ่งผมได้เตรียมเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้ว+ปัจจัยจำนวนหนึ่ง
จะนำไปบริจาคในวันนั้น ขออนุโมทนากับทุกท่านล่วงหน้าด้วยครับ... |
สอบถามการตั้งหิ้งพระค่ะ Fri, 21 Nov 2008 04:44:58 GMT บ้านมีพื้นที่จำกัด ไม่สามารถทำห้องพระได้
จึงตั้งใจทำหิ้งพระขนาดใหญ่แขวนไว้บนผนังเหนือศีรษะ
แต่ปัญหาเรื่องตำแหน่งและทิศค่ะ
1. เหนือประตูห้องนอน หันหน้าออกหน้าบ้าน ทิศตะวันตกเฉียงใต้
2. ผนังว่าง แต่หันหน้าทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
3. ใกล้ประตูหน้าบ้าน หันหน้าทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
แต่อยู่ชั้นล่าง ข้างบนเป็นห้องนอน
** แม่บอกว่า บ้านทั่วไปก็เห็นมีวางไว้ชั้นล่าง แต่เราก็ไม่สบายใจ
กลัวว่าไม่ถูกต้อง เพราะข้างบนเป็นห้องนอน วางตู้เสื้อผ้า ซึ่งในตู้ก็มีพวกชุดชั้นใน กางเกง กระโปรง แต่แม่บอกว่าทิศนี้ดีที่สุด
ยิ่งไปอ่านฮวงจุ้ยเรื่องทิศ ยิ่งเครียดค่ะ เพราะทิศที่ดีที่สุด ดันมาอยู่ชั้นล่าง ส่วนชั้นบนก็เป็นทิศไม่ดีทั้งสิ้น |
== มีคำอธิบายเกี่ยวกับที่คนนับถือศาสนาพุทธทำบุญอุทิศให้คนเป็นหรือคนตายที่นับถือศาสนาอื่นหรือไม่ Fri, 21 Nov 2008 04:44:58 GMT การทำบุญอุทิศให้ผู้ที่นับถือศาสนาอื่นโดยผู้ทำบุญอุทิศให้เป็นชาวพุทธ
อยากทราบว่าบุญนี้จะถึงคนนั้นหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญอุทิศให้คนเป็นหรือคนตาย
อยากทราบจริงๆค่ะ ญาติที่นับถือศาสนาอื่นก็มีเวลาจะอุทิศให้กับญาติที่เป็นคนเป็นหรือญาติที่เสียไปแล้วไม่รู้ว่าจะถึงไม่ถึง
ขอบคุณสำหรับคำตอบนะคะ
หากมีคำอธิบายหรือแหล่งคำอธิบายหรือเวปที่เข้าไปอ่านได้ก็จะขอบพระคุณมากๆๆๆๆๆๆ |
ผลที่อกุสลกรรมบถ ๑๐ ส่งผลในชีวิต Fri, 21 Nov 2008 04:44:58 GMT ผลของปาณาติบาต มี ๙ ประการ คือ
๑. ทุพพลภาพ ๒. รูปไม่งาม
๓. กำลังกายอ่อนแอ ๔. กำลังกายเฉื่อยชา
๕. เป็นคนขลาด ๖. ฆ่าตนเอง หรือถูกฆ่า
๗. โรคภัยเบียดเบียน ๘. ความพินาศของบริวาร กำลังปัญญาไม่ว่องไว
๙. อายุสั้น
ผลในปวัตติกาลของอทินนาทาน(การลักทรัพย์) มี ๖ ประการ คือ
๑. ด้อยทรัพย์ ๒. ยากจน
๓. อดอยาก ๔. ไม่ได้สิ่งที่ตนปรารถนา
๕. พินาศในการค้า ๖. ทรัพย์พินาศเพราะอัคคีภัย อุทกภัย ราชภัย โจรภัยเป็นต้น
ผลในปวัตติกาลของกาเมสุมิจฉาจาร(การประพฤติผิดทางเพศ) มี ๑๑ ประการ คือ
๑. มีผู้เกลียดชังมาก ๒. มีผู้ปองร้ายมาก
๓. ขัดสนทรัพย์ ๔. ยากจนอดอยาก
๕. เป็นหญิง ๖. เป็นกระเทย
๗. เป็นชายในตระกูลต่ำ ๘. ได้รับความอับอายเป็นอาจิณ
๙. ร่างกายไม่สมประกอบ ๑๐. มากไปด้วยความวิตกห่วงใย
๑๑. พลัดพรากจากผู้ที่ตนรัก
ผลในปวัตติกาลของมุสาวาท มี ๘ ประการ คือ
๑. พูดไม่ชัด ๒. ฟันไม่เป็นระเบียบ
๓. ปากเหม็นมาก ๔. ไอตัวร้อนจัด
๕. ตาไม่อยู่ในระดับปกติ ๖. กล่าววาจาด้วยปลายลิ้น และปลายปาก
๗. ท่าทางไม่สง่าผ่าเผย ๘. จิตไม่เที่ยงคล้ายวิกลจริต
ผลในปวัตติกาลของปิสุณาวาท (การพูดซุบซิบหรือทำให้คนแตกคอกัน)มี ๔ ประการ คือ
๑. ตำหนิตนเอง ๒. มักจะถูกลือโดยไม่มีความจริง
๓. ถูกบัณฑิตตำหนิติเตียน ๔. แตกมิตรสหาย
ผลในปวัตติกาลของ ผรุสวาท (คำพูดเสียดแทง ทำร้ายจิตใจคนจอื่น) มี ๔ ประการ คือ
๑. พินาศในทรัพย์ ๒. ได้ยินเสียง เกิดไม่พอใจ
๓. มีกายและวาจาหยาบ ๔. ตายด้วยอาการงงงวย
ผลในปวัตติกาลของสัมผัปปลาป(การกล่าววาจาไม่มีประโยชน์ การพูดเรื่องหนัง เรื่องดารา หรือเรื่องตลก เป็นต้น) มี ๔ ประการ คือ
๑. เป็นอธัมมวาทบุคคล ๒. ไม่มีผู้เลื่อมใสในคำพูดของตน
๓. ไม่มีอำนาจ ๔. จิตไม่เที่ยง คือ วิกลจริต
( เรื่องไร้สาระ ที่ไม่ควรกล่าว ๓๒ ประการ ในพระพุทธโอวาท
ติรัจฉานกถาสูตร
ว่าด้วยการพูดติรัจฉานกถา
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.ph...A=10014+Z=10036 )
ผลในปวัตติกาลของอภิชฌา (การที่จิตคิดอยากได้ของผู้อื่น) มี ๔ ประการ คือ
๑. เสื่อมในทรัพย์และคุณงามความดี ๒. ปฏิสนธิในตระกูลต่ำ
๓. มักได้รับคำติเตียน ๔. ขัดสนในลาภสักการะ
ผลในปวัตติกาลของพยาบาท(ความโกรธ ความแค้นใจคนอื่น อาการคิดร้ายขอให้ผู้อื่นได้รับความวิบัติ ,ขอให้ตายเร็ว ๆ หรือคิดในใจขอให้เขาพินาศ อย่าได้อยู่ดีมีความสุขเลย) มี ๔ ประการ คือ
๑. มีรูปทราม ๒. มีโรคภัยเบียดเบียน
๓. อายุสั้น ๔. ตายโดยถูกประทุษร้าย
ผลในปวัตติกาลของมิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นว่ากรรมไม่มี พระพุทธเจ้าไม่มีจริง ความเห็นว่าการทำดีแล้วทำความชั่วกับพ่อแม่ไม่มีผลอะไร การทำบุญ และการให้ทานต่าง ๆ ไม่มีผล เป็นต้น โดยสรุปได้แก่ การไม่เชื่อคำสอนของพระพุทธเจ้า ) มี ๔ ประการ คือ
๑. ห่างไกลรัศมีแห่งพระธรรม ๒. มีปัญญาทราม
๓. ปฏิสนธิในพวกคนป่าที่ไม่รู้อะไร ๔. เป็นผู้มีฐานะไม่เทียมคน
ผลในปวัตติกาลของการเสพสุราเมรัย มี ๖ ประการ คือ
๑. ทรัพย์ถูกทำลาย ๒. เกิดวิวาทบาดหมาง
๓. เป็นบ่อเกิดของโรค ๔. เสื่อมเกียรติ
๕. หมดยางอาย ๖. ปัญญาเสื่อมถอย |
เรื่องสำคัญ ที่ต้องช่วยกัน คนละเล็ก คนละน้อย Fri, 21 Nov 2008 04:44:58 GMT http://www.watpa.com/board_detail.asp?board_id=2296 |
สำหรับผู้สนใจ ถวายพระไตรปิฎก-รายชื่อวัดที่ต้องการพระไตรปิฎกพร้อมตู้ - และโต๊ะหมู่เก้า Fri, 21 Nov 2008 04:44:58 GMT เจริญพรโยมผู้มีความประสงค์จะบริจาคหรือสร้างพระไตรปิฎกทุกท่าน
รายชื่อวัดเหล่านี้เป็นวัดที่ขาดพระไตรปิฏกและโต๊ะหมู่เก้าเปิดโอกาสให้โยมได้ร่วมบุญด้วยดังนี้
วัดบ้านภูฝ้าย อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ยังขาดพระไตรปิฎกพร้อมตู้และโต๊ะหมู่เก้า
วัดบ้านกระมัลพัฒนา อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ยังขาดพระไตรปิฎกพร้อมตู้และโต๊ะหมู่เก้า
วัดบ้านคลองคำ อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ยังขาดพระไตรปิฎกพร้อมตู้
โยมท่านใดสนใจร่วมถวายติดต่อที่
พระอาจารย์สุพิน อัตตสันโต โทร 0๘๕ ๖๕๗ ๘๖๗๖
pharasupinattasanto@gmail.com |
"อาตมาภาพขอรับบริจาคชุดขาวสำหรับบวชชีพราหมณ์และถือศีลปฏิบัติธรรม " Fri, 21 Nov 2008 04:44:58 GMT วัดช่องสวรรค์วราราม จ.ชัยภูมิ มีความประสงค์จะขอรับความอนุเคราะห์ชุดขาวสำหรับห่มในพิธีบวชชีพราหมณ์ และถือศีลปฏิบัติธรรม ท่านผู้มีจิตศรัทธาท่านใดประสงค์จะบริจาคกรุณาจัดส่งไปที่
พระอาจารย์ไพโรจน์ กตธมโม วัดช่องสวรรค์วราราม
บ้านปากช่อง ต.ห้วยยาง อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ 36180
โทร. o๘o-๑๙o๔๑o๗ |
อนุโมทนาบุญ ทำบุญวันพระ 20 พฤศจิกายน 2551 + ปล่อยปลา Fri, 21 Nov 2008 04:44:58 GMT วันนี้วันพระ
+ ถวายภัตตาหารเช้า
+ ทำบุญค่าน้ำค่าไฟ
+ ปล่อยปลา
+ ร่วมทำบุญสร้างพระประธาน (วันก่อนๆ)
+ ร่วมทำบุญเลี้ยงอาหารเด็กนักเรียนตาบอด (วันก่อนๆ)
เพื่อนๆ ทุกท่านอนุโมทนาบุญนี้ด้วยครับ |
บุคคลที่ท่านชื่นชอบที่สุดในห้องศาสนา Fri, 21 Nov 2008 04:44:59 GMT โปรดใช้วิจารณญาณด้วยความสบายใจ |
คลิป อาคมเขมร สยอง แต่เอ๊ะ ทำไมตอนจบ . . . !! Fri, 21 Nov 2008 04:44:59 GMT .. |
น้ำเมา.....สินค้า” หรือ “ยาพิษ” Fri, 21 Nov 2008 04:44:59 GMT “น้ำเมา.....สินค้า” หรือ “ยาพิษ”
คุณสมบัติเหล่านี้เป็นของ “สินค้า” หรือ “ยาพิษ”
1) 16.1% ของผู้ก่อคดีบุกรุก บริโภคสิ่งนี้แล้วจึงก่อเหตุ
2) 20.8% ของผู้กระทำความผิดต่อร่างกาย เกิดจากผลพวงของการบริโภคสิ่งนี้
3) 45.3% ของผู้กระทำความผิดทางเพศและข่มขืนกระทำชำเรา บอกว่าหลังจากบริโภคมันแล้วทำให้หักห้ามใจตัวเองไม่ได้
4) 59.1% ของผู้ก่อคดีทำลายทรัพย์สิน บริโภคมันก่อนก่อเหตุ
5) 72.7% ของอุบัติเหตุบนท้องถนนเกิดหลังการบริโภคสิ่งนี้ มีผลให้ คนนับหมื่นต้องบาดเจ็บล้มตายทุกปี
6) ผู้บริโภคเป็นประจำ 51.2% มีความเครียดรุนแรง และ 48.6% ซึมเศร้าในระดับที่ควรพบแพทย์
7) ผู้บริโภคมันจนติด 11.9% มีความคิดอยากฆ่าตัวตาย และ 11.3% อยากฆ่าผู้อื่น
8) การบริโภคสิ่งนี้เป็นสาเหตุของโรคร้ายกว่า 50 ชนิด เช่น ตับแข็ง มะเร็งในทางเดินอาหาร และสมองเสื่อม
9) ผู้หญิงและเด็กวันละนับล้านคนถูกทุบตีจากพ่อบ้านที่เมามายเพราะการบริโภคสิ่งนี้
ผลพวงจากการบริโภคสิ่งนี้ ชี้ให้เห็นว่ามันเป็น “ยาพิษ” ชัดๆ
คนต้องบาดเจ็บล้มตาย พิการ เสียผู้เสียคน ถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจ บ้านแตกสาแหรกขาด และหมดอนาคตเพราะมัน ! ไปแล้วกี่ล้านคน
แต่ไม่น่าเชื่อเลยว่า สิ่งนี้ถูกจัดอยู่ในหมวดของ “สินค้าอุปโภคบริโภค” หาซื้อได้ง่ายๆ ตามซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ ปั๊มน้ำมัน ร้านอาหาร และร้านขายของชำทั่วไป มีวางขายกันกลาดเกลื่อนทั้งใกล้ที่ทำงาน หลังโรงพยาบาล หน้าโรงเรียน และรอบมหาวิทยาลัย ร้านข้างๆ บ้านคุณก็มีขาย
อะไรเป็นเหตุผลที่ทำให้มันสามารถวางขายได้อย่างถูกกฎหมาย?
หรือเป็นเพราะมันคือเหล้าเบียร์ ที่เขานิยมอ้างกันว่า “มันเป็นอาชีพ เขาซื้อขายกันมาอย่างนี้ตั้งนานแล้ว จะไปห้ามเขาได้ยังไง ไปรณรงค์อย่าให้ดื่มดีกว่า”
ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องเคยหันมามองบ้างไหม? ว่าในยุคแรกๆ ที่มีการผลิตและจำหน่ายสุรา มนุษย์เรายังไม่รู้ถึงโทษภัยของมัน ยังไม่มีงานวิจัยต่างๆ ออกมาชี้ให้เห็นโทษชัดเจนเหมือนในยุคปัจจุบัน
ในเมื่อ ตอนนี้ก็รู้แล้วว่ามันมีโทษมหาศาลถึงขนาดนี้ เราจะเปลี่ยนมุมมองใหม่บ้างได้ไหม?
กระทรวงที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย ทั้งกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงพาณิชย์ทำอะไรกันอยู่ อย่ามัวคิดเก่าทำเก่าอยู่เลย มันหมดสมัยแล้ว หัดคิดใหม่ทำใหม่ได้แล้ว อะไรที่รู้ว่าไม่ดีก็เลิกไปเลย ไม่ต้องคำนึงถึงแต่เหตุการณ์ในอดีตหรอกว่ามันเคยถูก ถ้าปัจจุบันรู้แล้วว่าผิดก็ต้องบอกว่าผิด ถึงจะถูก
และเหตุผลที่ว่า “ดื่มน้อยๆ ก็ไม่เป็นอะไร ที่ก่อให้เกิดปัญหาสังคมและโทษภัยทั้งหลาย ก็เพราะดื่มมากเกินขนาด ต้องไปสอนให้คนรู้จักความพอดีถึงจะถูก” ก็ฟังไม่ขึ้นเลย เพราะทั้งฝิ่นและยาบ้า ถ้าบริโภคน้อยๆ ก็ไม่เป็นปัญหาเหมือนกัน อย่างนี้ก็น่าจะอนุญาตให้ทั้งฝิ่นและยาบ้าขายได้แบบถูกกฎหมายด้วย เพราะสามารถสร้างรายได้มากพอๆ กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เลยทีเดียว แล้วค่อยช่วยกันรณรงค์ให้รู้จักบริโภคแต่พอดี
สมัยก่อน ฝิ่นก็เคยถูกกฎหมาย เริ่มจากคนจีนที่ย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากในเมืองไทย บางพวกก็ติดฝิ่นมาตั้งแต่ยังอยู่ประเทศจีน จึงเกิดธุรกิจโรงฝิ่นขึ้นเพื่อสนองความต้องการของตลาด คนไทยเลยลองสูบฝิ่นกับเขาบ้าง ปรากฏว่าทั้งจีนทั้งไทยติดฝิ่นกันงอมแงม แถมตอนหลังคนไทยติดฝิ่นมากเสียยิ่งกว่าคนจีน จนไม่เป็นอันทำงานทำการ โจรผู้ร้ายก็ชุกชุม เพราะคนติดฝิ่นไม่ทำงาน เลยไม่มีเงินเข้าโรงฝิ่น ก็หาทางออกด้วยการจี้ปล้น หลวงทนไม่ไหวจึงต้องสั่งปิดโรงฝิ่น และประกาศให้ฝิ่นเป็นสิ่งผิดกฎหมาย
ยาบ้า ก็ทำนองเดียวกัน ตอนเริ่มต้นก็ไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย แต่จัดเป็นยาชื่อ “แอมเฟตามีน” ใช้รักษาโรคหอบหืด มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท ทำให้ไม่ความง่วงเหงาหาวนอน ลดความอยากอาหาร ต่อมาเริ่มแพร่หลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งทหารนำมาใช้เป็นยากระตุ้นร่างกาย หลังจากนั้นจึงแพร่หลายมากขึ้นในหมู่ผู้ใช้แรงงาน รู้จักกันในนามของ “ยาขยัน” หรือ “ยาม้า” แต่ภายหลังจากค้นพบว่าแอมเฟตามีนมีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกายและทำให้ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องติดได้ จึงกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายห้ามซื้อขายเช่นเดียวกันกับยาเสพติดชนิดอื่น โดยแต่ละประเทศก็ประกาศห้ามไม่พร้อมกัน ในประเทศไทย ถึงแม้ประกาศเป็นยาเสพติดแล้วก็ยังคงแพร่หลายอยู่ รัฐบาลสมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา จึงเปลี่ยนให้เรียกว่า “ยาบ้า” แทน
สำหรับน้ำเมา ถ้าเป็นละครก็มีเค้าโครงเรื่องคล้ายกับยาบ้า เพราะที่จริงแล้วเหล้าก็มีคุณสมบัติเป็นยาเหมือนกัน แต่พอใช้ผิดประเภท นำมาใช้เป็นเครื่องดื่มก็เลยก่อให้เกิดโทษต่อร่างกาย ต่อสังคม และถ้าดื่มต่อเนื่องก็ทำให้ติดได้เช่นกัน ในฐานะผู้ชม ก็ลุ้นให้มีตอนจบเหมือนเรื่องยาบ้า คือ ในที่สุดก็มีการประกาศให้เป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่ในฐานะที่ยังมีประโยชน์เป็นยาอยู่ ก็ให้จัดหมวดใหม่ให้เป็นยาไม่ใช่เครื่องดื่ม ให้เป็นสินค้าควบคุม ห้ามผลิตและซื้อขายเพื่อนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรเลย ถ้าภาครัฐจะทบทวนใหม่ว่าสิ่งที่เคยเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค จะถูกจัดหมวดใหม่ไปเป็นสินค้าควบคุม เพราะตัวอย่างของยาบ้าก็มีให้เห็นอยู่ และก็ไม่แปลกที่ประเทศไทยจะเริ่มเป็นประเทศแรกในโลก เพราะกรณีของยาบ้าก็ประกาศไม่พร้อมกัน ขอเพียงมีความตั้งใจและจริงใจที่จะทำเท่านั้น
แต่ตอนนี้เหตุการณ์กลับตาลปัตร เครื่องดื่มที่ควรจะเรียกว่ายาพิษชนิดนี้ ไม่มีการควบคุมยังไม่พอ ทั้ง กลต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ยังทำท่าจะให้ธุรกิจน้ำเมาเข้าตลาดหลักทรัพย์อีก ส่งเสริมกันเข้าไป หวังแต่เพียงมูลค่ารวมของตลาด (Market Cap.) ที่สูงๆ เผื่อว่าจะได้การยอมรับอย่างสากล มีชื่อติดอยู่ใน World Class Capital Index จะได้เป็นแม่เหล็กดึงดูดต่างชาติมาลงทุนในเมืองไทยมากๆ เงินจะได้ไหลเข้า เศรษฐกิจไทยจะได้เติบโต
การที่ต่างชาติจะมาลงทุนในไทยจะเป็นความจริงหรือความฝันก็ยังไม่แน่ เศรษฐกิจประเทศจะเจริญขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์นี่ยังไม่ทราบ แต่ที่ทราบแน่ๆ คือ คนที่ได้ผลประโยชน์มากที่สุด คือ เจ้าของบริษัทน้ำเมา เพราะถ้าเข้าตลาดหลักทรัพย์ไทยได้ นอกจากเงินทุนจำนวนมหาศาลจะไหลมาเข้ากระเป๋าเจ้าของบริษัทน้ำเมาและมาตรการควบคุมเรื่องการโฆษณาการจำกัดอายุผู้ดื่ม และกฎเกณฑ์เพื่อการควบคุมอื่น จะต้องผ่อนผันให้เอื้อกับบริษัทน้ำเมา ไม่เชื่อลองไปดูกฎของประเทศที่มีธุรกิจน้ำเมาเข้าตลาดหลักทรัพย์อย่างฝรั่งเศสและเยอรมัน เทียบกับประเทศสวีเดนที่ไม่อนุญาตให้เข้าตลาดหลักทรัพย์ได้เลย
ทำไม? เหตุผลคือกำแพงมนุษย์ ผู้ที่มีหุ้นในธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ย่อมอยากให้ธุรกิจที่ตนถือหุ้นได้กำไรมากๆ จึงต้องช่วยกันสนับสนุนให้มีมาตรการควบคุมให้น้อยที่สุดนั่นเอง
เรื่องที่ทราบแน่ๆ อีกเรื่องหนึ่งก็คือ คนไทยก็ยังถูกปรนเปรอด้วยน้ำหายนะที่เป็นยาพิษกันต่อไป และแนวโน้มก็ยิ่งมีสูงขึ้นเรื่อยๆ เสียด้วย ยิ่งถ้าเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ละก็ คนไทยคงจะครองแชมป์ดื่มน้ำเมามากเป็นอันดับ 1 ของโลกแน่ๆ เมื่อถึงวันนั้นเราจะภาคภูมิใจ หรือสลดใจกันทั้งชาติ ที่สำคัญที่สุด อนาคตของชาติ เยาวชนของชาติ ศีลธรรม คุณธรรม จะมีเหลืออยู่หรือ
บทสรุปคือ ขอให้ คุณภัทรียา เบญจพลชัย ในฐานะ ผจก. ตลาดหลักทรัพย์ ที่มีอำนาจในการเซ็นอนุมัติ อย่าทำร้ายสังคมไทยและเยาวชนไทย คนไทยทั้งชาติ โดยปฏิเสธการรับหุ้นบาปทุกประเภทตลอดไป........ |
อย่างแรง ...................................................................ช้างๆๆๆ Fri, 21 Nov 2008 04:44:59 GMT อย่างแรง ...................................................................ช้างๆๆๆ |
ที่ดินขายยาก มีแต่คนบอกว่าเจ้าที่ไม่ให้ขาย ทำไงดีคะ Fri, 21 Nov 2008 04:44:59 GMT มีที่ดินอยู่แปลงนึง สวยมาก จ.นครปฐม คนมาดูบ่อยมาก
บางทีตกลงว่าจะซื้อ แล้วก็หายไป
บางทีต่อราคาไว้ ทางเราขอเวลาคิด 1 วัน
พออีกวันนึง เค้าไปเอาที่แปลงอื่นเลย เฉียดไปเฉียดมาป็น 10 ปีแล้วค่ะ
ที่บ้านเลยไปดูหมอบ้าง นั่งทางในบ้าง ก็จะดูมาแนวทางเดียวกันว่า บรรพบุรุษไม่ให้ขาย เจ้าที่เจ้าทางไม่ให้ขายบ้าง
เราก็ไปทำพิธีทุกอย่างที่เค้าแนะนำแล้วนะคะ
ล่าสุดแม่ไปไหว้พระที่วัดหนึ่ง
มีพระซึ่งดูหมอแม่นมาก
ทักแม่โดยที่ยังไม่ได้ถามอะไรเลย
ว่า จะขายที่ดินเหรอ ยากหน่อยนะ
:-)งเลยค่ะ
ลืมบอกไปค่ะว่าเป็นที่ดินคุณปู่ให้พ่อมา
ท่านได้รับตกทอดมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 น่ะค่ะ
เราก็เสียดาย แต่ไม่มีใครอยู่ที่นั่นคะ ต้องปล่อยให้เป็นที่โล่งๆ
ให้เด็กมาเตะบอลกัน มีแต่คนอื่นมาทำประโยชน์
เราไม่ได้ใช้อะไรเลย แถมยังต้องเสียภาษีที่ดินอีก
และที่อยากขายเพราะว่าพ่อกับแม่ก็อายุมากขึ้นทุกวัน
อยากให้ท่านได้ใช้เงินสบายๆ
หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยเลี้ยงลูกมาจนโตๆกันแล้ว
ทางบ้านเราก็ไม่ถึงกับลำบากอะไร
แต่อยากให้ท่านได้ใช้ ได้เที่ยวอย่างสบายใจน่ะค่ะ
พ่อกับแม่ก็อยากขายค่ะ
มีวิธีแก้ไหมคะ รบกวนผู้รู้ช่วยแนะนำหน่อยค่ะ
ขอบคุณล่วงหน้านะคะ |
ขอเชิญบริจาคสิ่งของเหลือใช้สำหรับเด็กที่บ้านโฮมฮัก ยโศธร Fri, 21 Nov 2008 04:44:59 GMT ชีวิตแม่ต้อยจากโฆษณาประกันชีวิต
"บ้านโฮมฮัก"อบอุ่นด้วยรักแต่แร้นแค้น
"บ้านโฮมฮัก" เป็นบ้านแห่งความรักของเด็ก ๆ นับร้อยชีวิตที่มาอาศัยพักพิงในยามที่ไม่เหลือใคร เด็กๆ ที่นี่มีทั้งเด็กกำพร้าที่ติดเชื้อเอดส์จากพ่อแม่ เด็กกำพร้าไม่ติดเชื้อแต่ถูกชุมชนผลักไสด้วยความรังเกียจ เด็กที่พ่อแม่มีปัญหาไม่สามารถเลี้ยงดูได้ เด็กที่มีปัญหายาเสพติด เด็กบางคนมาด้วยหัวใจที่แตกสลายพร้อมกับร่างกายที่บอบช้ำจากการกระทำทารุณกรรมของผู้ใหญ่ เรื่องราวของเด็กบางคนดั่งนิยายที่กรีดกระชากใจผู้ที่ได้รับรู้
เด็กที่นี่มีทั้งหมด 104 ชีวิต ตั้งแต่อายุ 4 วันไปจนถึง 20 ปี บางรายถูกพ่อแม่เร่ขายให้ไปเป็นขอทาน บางรายกำลังถูกขายไปเป็นหญิงขายบริการ และอีกหลายกรณีที่สะเทือนใจ อาทิ กรณีของน้องส้ม (นามสมมติ) เด็กหญิงวัย 3 ขวบ แววตาสดใสน่ารัก แต่โดนผู้ใหญ่ใจโหดร้ายป้ายบาดแผลทั้งร่ายกายและจิตใจให้เธอด้วยการข่มขืน เธอมาในสภาพอวัยวะเพศฉีกขาด จิตใจบอบช้ำ ซ้ำร้ายเธอติดเชื้อเอดส์ หรือกรณีของน้องโฟร์ (นามสมมุติ) พ่อแม่เสียชีวิตเพราะเอดส์ เธอเองก็ได้รับเชื้อเช่นกัน บ้านเธอยากจน ยามหิวโหยก็เคี้ยวข้าวสารประทังชีวิต เพราะไม่มีใครดูแล มีวัดใกล้บ้านเธอจึงไปขอเศษข้าวเศษแกงประทังชีวิต แต่ซ้ำร้ายโดนพระใจโฉดข่มขืน ทุกวันนี้ร่างกายเธอแคระแกรนเพราะขาดสารอาหาร และเอดส์ทำให้เธอมีอาการชักหลายครั้ง จนมีผลทางสมองทำให้เธอพัฒนาการช้ากว่าเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกัน
"แม่ติ๋ว" ของเด็ก ๆ หรือ สุธาสินี น้อยอินทร์ หญิงเหล็กหัวใจแกร่งที่มีความตั้งใจงานเพื่อสังคมมาโดยตลอดนับตั้งแต่เรียนจบ จากจุดเริ่มต้นที่ได้ทำงานเกี่ยวกับการดูแลเด็ก โดยไม่รับเงินเดือน จนกระทั่งมาตั้ง "มูลนิธิ สุธาสินี น้อยอินทร์ เพื่อเด็กและเยาวชน" อยู่ที่เลขที่ 3 หมู่ 12 บ้านประชาสรรค์ ต.ตาดทอง อ.เมือง ยโสธร โทร 0-4572-2241
แม่ติ๋วก่อตั้งบ้านโฮมฮักมา 20 กว่าปีแล้ว แต่จดทะเบียนเป็นมูลนิธิเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เป็นพินัยกรรมเพื่อความอยู่รอดของเด็กๆเมื่อเธอต้องจากไป ทรัพย์สินทั้งหมด บ้าน รถ ที่ดิน มรดก ของพ่อแม่ก็ขายหมดมาเป็นค่ายา ค่าอาหาร ค่าเทอม ค่าน้ำ ค่าไฟ ของเด็ก ๆ ที่สูงถึงเดือนละ 4-5 แสนบาท สุดท้ายแม้กระทั่งสร้อยที่ใส่ติดคอยังต้องขาย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายให้เด็กๆ ซึ่งเปรียบเสมือนลูกๆ ของเธอก่อนเมื่อเปิดเทอม
แม่ติ๋ว เล่าว่า บ้านโฮมฮักเป็นบ้านหลังที่อบอุ่นเพื่อเด็ก ๆ ที่ยากไร้ ขาดที่พึ่งพิง เราอยู่กันด้วยความรัก แต่แร้นแค้น ปัจจุบันขายสมบัติจนหมดเกลี้ยงตัว แม้จะมีเงินบริจาคเข้ามาแ?่ก็ไม่พอ เด็ก ๆ ที่บ้านโฮมฮักต้องช่วยเหลือกัน แบบพี่ดูแลน้อง ปลูกผัก หาแมลงกินประทังชีวิต แต่ด้วยความแห้งแล้งก็ยากลำบากเหลือเกิน แค่น้ำใช้อาบทั้งบ้านก็ไม่พอ จะเอาน้ำที่ไหนไปรดผัก แมลงที่หาได้ต้องเอาไปคั่วแล้วป่น โรยข้าวเพื่อให้พอกินกันทั้งบ้าน เด็กก็มีแต่ตัวเล็ก ๆ บางส่วนก็ป่วย บางส่วนไปโรงเรียน ที่โตขึ้นมาหน่อยก็ต้องดูแลน้องตัวเล็ก ๆ ที่ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และบางคนก็ต้องพยาบาลน้องๆ ที่เจ็บป่วย
" ที่น่าเศร้าใจคือสังคมยังมีการเลือกปฏิบัติและอคติต่อผู้ติดเชื้อเอดส์ เมื่อส่งเด็กไปโรงเรียนต้องหาโรงเรียนที่ไกลออกไป บางครั้งเมื่อรู้ว่าเด็กมาจากที่นี่ พ่อแม่ ผู้ปกครองก็ประท้วงให้ไล่เด็กออก เพราะสังคมยังขาดความเข้าใจว่าไม่สามารถติดเชื้อจากการอยู่ร่วมกัน แต่ติดทางเลือดและการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น ทำให้ไม่เข้าใจเด็กเหล่านี้ว่าป่วยแค่ร่างกายแต่ยังมีชีวิตจิตใจ มีความรู้สึกนึกคิด ร้องไห้ได้เหมือนกับเรา เด็กเหล่านี้โดนมองเหมือนเป็นตัวประหลาดที่ไม่มีใครอยากเฉียดกรายเข้าใกล้ ขนาดเหลือแต่ร่างไร้ลมหายใจจะเผาในวัดยังไม่ได้ ชาวบ้านกลัวขี้เถ้าฟุ้งไปในอากาศตกหลังคาบ้านแล้วจะติดเอดส์กันทั้งหมู่บ้าน " แม่ติ๋ว เล่าทั้งน้ำตา
มีเด็กระยะสุดท้ายที่แพทย์พิพากษาว่า อยู่ได้อีกไม่ถึงเดือน หรือ 2 เดือน กับเด็กที่แพทย์หยุดยา เพราะดื้อยาแล้ว ส่งมาอยู่รอความตายที่นี่ แต่ด้วยความรัก ความอบอุ่น และบรรยากาศที่ดูแลกันเหมือนพี่น้อง เด็ก ๆ หลายคนกลับมีชีวิตอยู่ได้เกินกำหนดที่แพทย์บอก เช่น น้องก้อง (นามสมมุติ) มาตอนอายุ 8 เดือน ซึ่งหมอไม่รักษาแล้ว เพราะเชื่อว่าอยู่ได้อีก 2 เดือน แต่ตอนนี้น้องก้องสุขภาพแข็งแรงดี อายุ 12 ขวบแล้ว ช่วยพี่ๆ รดน้ำผักทุกวัน
แต่ตอนนี้ผักปลูกได้น้อย แมลงหาจนไม่มีให้หาแล้ว ข้าวกินได้ครึ่งท้องเพื่อแบ่งอีกครึ่งให้น้อง ๆ ซ้ำร้ายแม่ติ๋วของเด็กกำลังป่วยด้วย "มะเร็งลำไส้ระยะสุดท้าย" ซึ่งหมอบอกว่าเธอจะอยู่ได้อีกไม่เกิน 6 เดือน แต่หัวใจแม่เกินร้อยที่เธอมอบให้เด็กๆ ทำให้เธอสู้ บางคืนเธอถูกรุมเร้าด้วยอาการปวดที่ไม่ได้พักผ่อนจากการทำงานหนัก พอช่วงกลางคืนถึงกับนอนไม่ได้ ต้องลุกออกมาเดิน หากใครไปบ้านโฮมฮักไม่รู้คนไหนแม่ติ๋วละก็ ให้สังเกตที่ข้อเท้าจะมีกระดิ่งเป็นลูกกระพรวนห้อยไว้ เพราะยามเธอออกมาเดิน เด็ก ๆ ได้ยินเสียงกระดิ่งจะได้ไม่กลัวคิดว่าเป็นผี ... แต่จะมีวันไหนที่แม่ติ๋วไม่ลุกออกมาเดินอีกแล้วก็ไม่รู้ !?! แล้วเด็ก ๆ จะอยู่กันได้อย่างไร ต้องกำพร้าครั้งที่สองในชีวิตกันอีกแล้วหรือ ?
ปัจจุบันบ้านโฮมฮักกำลังประสบภาวะขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างหนัก และยังขาดครูพี่เลี้ยง ขาดเจ้าหน้าที่อาสาสมัครที่ทยอยถอนตัวออกไป เราลองมาช่วยกันสร้างปาฏิหาริย์ให้บ้านโฮมฮักเพื่อช่วยเหลือเด็ก ๆ ที่ถูกทอดทิ้ง ใครที่เคยคิดว่าพวกเขาเหล่านั้นเป็นส่วนเกิน เป็นส่วนที่ต้องกันไว้ให้อยู่อีกโลก เป็นอีกชนชั้นของสังคม ก็น่าจะมองกันใหม่ เพราะพวกเขาเป็นเพียงเด็ก เป็นชีวิตที่ไร้เดียงสา แววตาบริสุทธิ์ไม่ได้รับรู้ถึงเรื่องราวที่ผู้ใหญ่ยัดเยียดให้ เด็กน้อยเหล่านี้เกิดมาจากปัญหาที่พวกผู้ใหญ่สร้างขึ้นทั้งนั้น
ถ้าหากใครได้ไปสัมผัสเยี่ยมเยือน เด็กๆ ที่บ้านโฮมฮัก จะเห็นแววตาที่สดใส ร่าเริง ทุกคนจะดีใจที่มีพี่ๆ ไปเยี่ยม ยิ่งถ้าไปเล่นไปสัมผัสเด็ก ๆ เหล่านั้นด้วยจิตกุศล ด้วยความรักก็เหมือนได้ต่อเติมชีวิตอันสดใส จากเด็กที่ไม่ลุกเดิน ซึมเศร้าเหม่อลอย ไม่มีแม้แต่รอยยิ้ม เมื่อเห็นผู้มาเยี่ยมเยือนจะดีใจ ลุกขึ้นมาต้อนรับ มีรอยยิ้ม เพราะนานมากแล้วที่ถูกทอดทิ้ง ไม่ค่อยมีใครไปเยี่ยมเยือน
"พี่ ๆ จะกลับมาหาพวกหนูกันอีกมั๊ยคะ" "พี่หนูอยากได้เสื้อสีแดงไว้ใส่ หนูจะได้ใส่ก่อนตายมั๊ยคะ" และอีกมากมายคำพูดอันเสียดแทงหัวใจพี่ๆ ทุกคน อยากให้สังคมได้รับรู้ ก่อนจากกันโบกมือลาด้วยน้ำตา และแววตาของเด็ก ๆ ที่มองรถจนลับตาพร้อมกับความหวังว่า จะมีใครมาเยี่ยมเยือนและนึกถึงพวกเขาเหล่านั้นกันอีกบ้าง…
สำหรับผู้มีจิตศรัทธาบริจาคช่วยเหลือเด็ก ๆ โอนเงินไปได้ที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขายโสธร ชื่อบัญชี มูลนิธิสุธาสินี น้อยอินทร์ เพื่อเด็กและเยาวชน เลขที่ 561-2-21187-7 โทร. 0-4572-2241 หรือจะบริจาคเสื้อผ้า หนังสือการ์ตูน หนังสือเรียน ของเล่น และสิ่งจำเป็นได้ตามจิตศรัทธาเป็นของใหม่หรือของใช้แล้วก็ได้ เพราะของที่ท่านไม่ใช้แล้วยังมีค่ากับเด็ก ๆ เหล่านี้อย่างมาก |
ธรรมะ บทไหน ที่ถือว่าสำคัญ และเข้าใจยากที่สุดครับ Fri, 21 Nov 2008 04:44:59 GMT รบกวนขอเนื้อหา หรือ link ของพระธรรมบทนั้น ด้วยนะครับ
ขอบพระคุณล่วงหน้า ครับ |
^O=O จะทำอย่างไรดีเมื่อพี่สาวชอบทำบุญวัดธรรมกายO=O^ Fri, 21 Nov 2008 04:44:59 GMT คือพี่สาวอยู่ประเทศญี่ปุ่นเขาคิดจานดาวธรรม เลยรู้ข่าวสารของวัดธรรมกายหมด ทางวัดก็พยายามบอกบุญโดยบอกว่าใครทำมากได้มาก เราก็ไม่อยากว่านะ เพราะคนจะทำบุญไม่อยากเป็นคนบาป แต่มันมากเกินไป เคยว่าไปทีหนึ่งแล้ว เมื่อวานนี้ก็โทรมาอีก บอกว่าจะทำบุญให้เราโดยทางวัดจะเขียนชื่อเราไว้ที่ฐานพระพุทธรูป แล้วจะได้บุญเยอะมาก เราโมโหมาก ด้วยความโมโหเลยพูดออกไปว่าวัดนี้หลอกลวง ใครๆ ก็รู้
แต่ความเป็นจริงเราก็ไม่รู้อะไรเลยนะค่ะ ไม่รู้ว่าวัดนี้หลอกลวงจริงหรือเปล่าได้ยินแต่ข่าวลือบ่อยมาก เราลำบากใจมาก พูดไปหากวัดนี้ไม่ได้หลอกลวงเราก็บาป ไม่พูดก็ทนไม่ได้ที่เห็นพี่สาวตัวเองโดนหลอก ใครมีคำแนะนะให้เราปฎิบัติตัวอย่างไรช่วยแนะนำด้วย
แก้ไขเมื่อ 20 พ.ย. 51 13:33:04
แก้ไขเมื่อ 20 พ.ย. 51 13:32:41 |
ผมจะโทรศัพท์หาพระ เพื่อนผมได้หรือป่าวครับ Fri, 21 Nov 2008 04:44:59 GMT คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ ตอนนั้นอากาศไม่เป็นใจแล้วพ่อผมก็ไม่ค่อยสบายด้วยครับ เลยไม่ได้มีโอกาสไปงานบวชเพื่อน
ก็เลยอยากโทรศัพท์ไปขอโทษน่ะครับ ที่เลือกวิธีโทรไปเพราะว่าผมจำบ้านเพื่อนผมไม่ได้แล้วครับว่าอยู่ที่ไหน แล้วไม่รู้ด้วยว่าพระเพื่อนอยู่วัดไหนครับ
ผมอยากถามว่าจะบาปหรือป่าวครับที่ผมจะโทรศัพท์ไป????
แล้วผมจะเรียกพระเพื่อนผมว่าไงดีครับ สัพนามว่าไงดีครับ????
ขอบคุณครับ
ปล. คือผมกลัวเพื่อนเลิกคบน่ะครับ |
กราบขอร้องคุณ ภัทรียา เบญจพลชัย Fri, 21 Nov 2008 04:44:59 GMT อย่าเอา เบียร์เหล้า เข้าตลาดหุ้นนะ |
ไปดูตรงนี้หน่อย...คุณเชื่อ หรือ ว่า การตรัสรู้ และ การบรรลุนิพพาน เป็นเรื่องจริง Fri, 21 Nov 2008 04:44:59 GMT เจอที่ห้องหว้ากอ
http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X7224908/X7224908.html |
รูปภาพสมเด็จโตครับ Fri, 21 Nov 2008 04:44:59 GMT อยากถามท่านผู้ที่รู้ว่ารูปภาพสมเด็จโตที่นั่งสอนหนังสือเด็ก
ถามว่าเด็กในรูปนั่นคือใครครับ
และท่านใดมีรูปขอดูหน่อยครับ |
ขออนุญาตถามเพื่อน ๆ ห้องศาสนาหน่อยครับ...ใครเคยไปสักการะสังเวชนียถานทั้ง 4 มาแล้วบ้าง Fri, 21 Nov 2008 04:44:59 GMT พอดีผมวางโปรแกรมไว้ปีหน้าราวๆ ปลายเดือน มค ถึง กพ. จะพอมีเวลาว่างทั้งหมด 16 วัน อยากไปสักการะสังเวชนียสถานทั้ง 4..... คิดว่าจะไปแบกเป้ไปเองครับ นอนวัดไทยที่นั่น
แต่เพื่อน ๆ บางคนบอกเหมือนกันว่า....ไปอินเดียเองต้องระวังมาก ๆ เลยยัง 2 จิต 2 ใจอยู่
เลยอยากมาถามเพื่อน ๆ ห้องนี้หน่อยครับว่า...ใครเคยไปมาแล้วบ้าง...ไปเอง หรือ ไปกับทัวร์ ถ้าไปกับทัวร์ work มั้ยครับ บ.ไหนดี ๆ แนะนำกันบ้าง
ตอนนี้ผมเห็นมี Nation จัดอยู่ แต่งบสูงมาก ตกคนละ 110,000 บาท คงไม่ไหวอ่ะครับ
ขอบคุณคับ |
ศีล 3......... กาเมสุมิจฉา.............. Fri, 21 Nov 2008 04:44:59 GMT รบกวนท่านผู้รู้เรื่องศีล 5 ค่ะ
ถ้าสมมุติว่า ชายหญิงคู่หนึ่งมีอะไรกันแล้ว แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ไม่มีพิธีแต่งงาน จะถือว่าเป็นสามีภรรยากันหรือเปล่าคะ?
แล้วถ้ามีผู้หญิงอีกคนหนึ่งเข้ามา ทำให้ฝ่ายชายเปลี่ยนใจไปหาผู้หญิงคนใหม่ อย่างนี้จะเรียกว่าผิดศีลข้อ 3 หรือเปล่าคะ?
ถ้าผู้หญิงคนนั้นรู้อยู่แล้วว่าฝ่ายชายมีผู้หญิงคนเก่าอยู่ แต่จงใจจะแย่งไป จะมีความผิดตามหลักศาสนาหรือไม่ อย่างไรคะ? (--- เช่นว่า เค้าจะต้องตกนรกไปปีนต้นงิ้วอะไรแบบนั้นหรือเปล่า
แต่ถ้าผู้หญิงคนใหม่ไม่รู้ ไม่ได้ตั้งใจ แต่ทำไปเพราะฝ่ายชายปิดบัง จะมีความผิดหรือไม่ อย่างไรคะ?
แล้วฝ่ายชายจะผิดหรือไม่ค่ะ
กับอีกกรณีหนึ่ง ถ้าทั้งหญิง - ชาย ที่มีอะไรกันแล้ว (ทั้งที่แต่งงานและไม่แต่งงาน) ถ้าวันหนึ่งเลิกรากันไป แล้วฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปมีคนใหม่ แบบนี้จะผิดศีลข้อ 3 หรือเปล่าคะ?
พอดีคุยๆ กับเพื่อนเรื่องศีล เพื่อนบอกว่า แค่รู้สึกชอบคนที่มีสามี - ภรรยาแล้ว ก็เท่ากับผิดศีลข้อ 3 แล้ว ก็เลยเกิดความสงสัยขึ้นมาในกรณีที่ลึกไปกว่านั้นน่ะค่ะ
รบกวนด้วยนะคะ ขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ |
โครงการอุปสมบทหมู่เฉลิมพระเกียรติ ๕ ธันวามหาราช เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว Fri, 21 Nov 2008 04:44:59 GMT โครงการอุปสมบทหมู่เฉลิมพระเกียรติ ๕ ธันวามหาราช เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
http://www.watkoh.com/upasombot/index.htm |